ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

บอร์ดสำหรับ นักปั่นทัวร์ริ่ง นักปั่นระยะทางไกล พูดคุยเรื่องอุปกรณ์ เทคนิตการปั่น ที่พัก หรือการกินอยู่

Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย Guidevoyage » 08 ม.ค. 2015, 18:44

tanzhess เขียน:สุดยอดมากเลยครับผม


สวัสดีปีใหม่ครับ เพิ่งได้เข้ามาเล่าต่อ ขอบคุณนะครับ
"การเดินทาง"

มันเป็นความงาม
มันคือความหมาย
มันมีเรื่องราว
มันคือชีวิตของผม

Guideyoyage
https://www.facebook.com/Guide.GF.Srinakorn

Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย Guidevoyage » 08 ม.ค. 2015, 18:44

พยอมดง เขียน:ในการเดินทางได้การต้อนรับที่เหนือความคาดหมายน้ำใจที่ล้นเหลือจากชาวบ้านทั้งข้าวน้ำซ่ามปลา และบางวินาทีคนเดินทางต้องผจญภัยจากมอไซค์วัยรุ่นปาก้อนหินนั้นอีก
จองไว้อ่านครับ


สวัสดีปีใหม่ครับ ผมไกด์ ยินดีที่ได้รู้จัก ขอบคุณนะครับบ
"การเดินทาง"

มันเป็นความงาม
มันคือความหมาย
มันมีเรื่องราว
มันคือชีวิตของผม

Guideyoyage
https://www.facebook.com/Guide.GF.Srinakorn

Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย Guidevoyage » 08 ม.ค. 2015, 18:45

Singhapanorn เขียน:เป็นเด็กหนุ่มที่สุดยอดมากครับ
พี่ได้อ่านเรื่องนี้จากนิตยสาร Cycling Plus เล่มที่ ๔๒ เดือนสิงหาคม จาก eBook ที่ซื้ออ่านใน App Ookbee

มาอ่านในนี้เนื้อชัดเจนกว่า เยี่ยมครับ


สวัสดีปีใหม่นะครับ ผมไกด์ยินดีที่ได้รู้จัก เพิ่งมีโอกาสได้กลับมาเล่าต่อ
ขอบคุณที่เข้าไปอ่านนะครับ : ))
"การเดินทาง"

มันเป็นความงาม
มันคือความหมาย
มันมีเรื่องราว
มันคือชีวิตของผม

Guideyoyage
https://www.facebook.com/Guide.GF.Srinakorn

Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย Guidevoyage » 08 ม.ค. 2015, 19:17

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

สวัสดีปีใหม่ พี่ๆบอร์ด ทัวร์ริ่ง Thaimtb ทุกคน ขอให้มีความสุขทุกวัน สุขภาพร่างกายแข็งแรงนะครับ : )
ปล.รูปนี้เป็นรูปจากทริปล่าสุดช่้วงปีใหม่ที่เพิ่งไปลุยเดี่ยวมาอีกตามเคยครับ ถ่ายที่ภูโปก จ.เลย ข้างบนวิวสวยมากครับ มองเห็น 360 องศา ทั้งฝั่งพระอาทิตย์ขึ้น - ตก
แต่ทางขึ้นนี่สิ!! เอาเรื่องเลยครับ 555 เอาไว้มีโอกาสคงได้มาเล่าสู่กันฟัง แค่เรื่องตอนไปปั่นที่ลาวยังเล่าข้ามปีเลย 555

หวังว่าพี่ๆทุกคนยังคงสบายดีและจำผมได้นะครับ ^^

ใครจำไม่ได้ว่าเล่าถึงไหนแล้ว ย้อนกลับไปอ่านหนัาที่ 13 ก่อนนะครับ แหะๆ


เช้าวันที่สอง หมุดหมายอยู่ที่น้ำทอน แดดร้อนเป็นปกติจนเริ่มเคยชิน
ผมไม่ได้เปิดแอพพิเคชั่นดู ทิศทางลม ไม่ได้ถามระยะทางจากชาวบ้าน
ยิ่งปั่นเหมือนยิ่งช้าลง อาการปวดแผลเหมือนแผลเรื้อรัง ยิ่งปั่นยิ่งปวด
ปั่นไปจอดไปเป็นช่วงเวลาที่อยู่กับตัวเองมากขึ้น อยู่กับความเจ็บปวด(กาย)และให้กำลังใจตัวเองมากขึ้น

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

การจอดแวะข้างทางและทายาบ่อยๆ เหมือนจะช่วยให้ดีขึ้นอยู่บ้าง วันนี้ปั่นได้ระยะไม่เยอะ 80 km กว่าๆ
สองข้างทางไม่มีอะไรน่าสนใจนอกจากทุ่งนา ภูเขา ไร่ข้าวโพด ไร่แตงกวาและกระต๊อบขายข้าวโพดปิ้ง ที่แทบทำเอาน้ำลายไหล
ยิ่งปั่นยิ่งทรมานจากกลิ่นข้าวโพดปิ้งข้างทาง หลังความเหนื่อยและสายลมเอื่อยๆพัดผ่านไปมารู้ตัวอีกทีก็จะเย็น ขณะปั่นจักรยานผ่านหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านหนึ่งประมาน 10 km ก่อนเข้าเมืองน้ำทอน
บรรยากาศ สองข้างทาง ถนนเส้นหลักขายข้าวของเครื่องใช้ เครื่องครัว ปั่นผ่านมาสักหน่อยด้านซ้ายมือเป็นตลาดนัดยามเย็น แสงตะวันกำลังลับฟ้าสาดแสงส่องลอดมุมบ้านฝั่งด้านขวา สะท้อนเงา สะท้อนวิถีชีวิตชาวบ้านที่กำลังจ่ายตลาดอยู่ฝั่งซ้ายดูเรียบง่ายแต่งดงามเสียงเปียโน เพลง No way to go home (316) ดังเคลียคลอขึ้นในหูฟัง แอบเหงาเบาๆ เลยหยุดปั่น เข็นจักรยานเดินสังเกตวิถีชีวิตชาวบ้าน เพลินตาสุขใจไปอีกแบบเด็กๆที่กำลังวิ่งเล่นอยู่อีกฝั่งถนนมารวมกัน3-4 คน ยืนโบกไม้โบกมือ ตะโกนทักทาย " สะบายดี" เลยหยุดเข็นจักรยานส่งยิ้มแห้งจากความเหนื่อยล้ากลับไปพร้อมส่งเสียง "สะบายดี" ตอบกลับไป

เสียงเปียโนเล่นเพลงจบลง แสงตะวันเริ่มลับลาส่องแสงคล้อยต่ำที่อีกฝั่งถนน ชาวบ้านเริ่มวายจากตลาด อะไรบางอย่างเผลอชวนใจให้คิดถึงคนที่บ้าน

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

เช้าวันที่สาม หลังกินมื้อเช้าข้าวเหนียวกับก้อยวัวใกล้ๆเกสเฮ้าส์ที่พักค้างคืน
และซื้อน้ำแข็งใส่ขวดไว้ผสมกับน้ำเปล่าไว้ดื่มแก้ร้อนและประคบแผล ระยะทาง 110 km
ผ่านป่าเขา ผ่านทุ่งนา หมู่บ้าน สะพาน แม่น้ำ ไร่ข้าวโพด ผมใส่หูฟังปล่อยใจไปตามเสียงเพลง จังหวะปั่นปล่อยไหลไปตามอารมณ์
เพลงช้าก็ปั่นช้า เพลงเร็วก็ปั่นเร็ว เหมือนร่างกายทำงานสัมพันธ์กับเสียงเพลง รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

ช่วงบ่ายสาม ไม่มีเด็กๆเดินออกจากโรงเรียน เหมือนตอนปั่นลาวเหนือ เพราะโรงเรียนปิดเทอมแล้ว
นานๆจะมีรถบัสวิ่งผ่านมาสักคัน บนถนนแถบไม่มีรถวิ่งผ่าน คล้ายๆความเหงาจะเข้ามาทักทายชวนให้คิดถึงคนที่บ้านมากขึ้นทุกที
เผลอแปบเดียวเวลาปาเข้าไปเกือบ 5 โมงเย็นแล้ว เสียงทักแชท Facebook ผมดังขึ้นขณะที่ผมจอดแวะพักข้างทางเพื่อเปิดเข้าไปเช็คเผื่อมีใครติดต่อมา
เพื่อนผมทิ้งข้อความไว้คุณพ่อคุณแม่กำลังอยู่ที่บ้านเพื่อน จะคุยด้วยมั้ย?
แน่นอนช่วงเวลานั้นผมดีใจมากเป็นพิเศษ ^^
ผมไม่ได้คุยกับคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่เริ่มปั่นจักรยานออกจากหลวงพระบางสัก10 กว่าวันที่แล้วเห็นจะได้
เกือบทุกวันได้แต่ฝากข้อความเสียง ส่งความคิดถึงความรู้สึก
สิ่งที่กำลังทำอยู่ ฝากให้เพื่อนโทรไปเปิดให้ท่านได้ฟัง ผมรีบทักแชทไปหาเพื่อน

ช่วงเวลาหลังจากนั้นผมไม่ได้ฝันไป ผมกำลังคุยสไกป์ได้ยินเสียงได้เห็นหน้าคุณพ่อคุณแม่
เป็นช่วงเวลาที่เหมือนได้กลับบ้าน เหมือนได้ชาจต์พลังกลับมาเต็มที่อีกครั้ง หลังวางสายผมไม่รีรอที่จะรีบปั่นไปร้านอาหารสองฝั่งโขงก่อนที่ฝนจะตกเสียก่อน
ที่พักสำหรับคืนนี้ขอบคุณความเอื้อเฝื้อของพี่คนไทยคนหนึ่งที่บังเอิญได้เห็นสเตตัส Facebook
ก่อนเข้าเมืองปากซันและติดต่อให้ผมได้มาพักกับพี่คนไทยอีกคนที่นี่

"ไม่มีความอบอุ่นใดเท่ากับการที่ได้พบเจอคนไทยในต่างแดนด้วยกัน แม้ขอบเขตประเทศจะกั้นระหว่างกัน
แต่นั้นทำให้เรารู้สึกได้กลับบ้าน"

ขอบคุณการต้อนรับแสนอบอุ่น หลังอิ่มอร่อยกับอาหารไทยสุดอร่อยฝีมือพี่เจ้าของร้าน ผมหลับสนิทอีกคืนอย่างมีความสุข

ภาพถ่ายข้างล่าง : เมืองท่าแขก ตรงข้าม จังหวัดนครพนม
รูปภาพ

รูปภาพ
"การเดินทาง"

มันเป็นความงาม
มันคือความหมาย
มันมีเรื่องราว
มันคือชีวิตของผม

Guideyoyage
https://www.facebook.com/Guide.GF.Srinakorn

Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย Guidevoyage » 08 ม.ค. 2015, 19:52

หลังข้ามกลับฝั่งไทยจัดการเรื่องหนังสือเดินทางต่อเรียบร้อย ก่อนรบกวนพี่วัต พี่จิ๋มเจ้าของร้านอาหารคนไทยขอพักผ่อนต่อ
ทำให้มีเวลาเรียบๆเคียงๆเที่ยวรอบเมืองท่าแขกอยู่ 2 วัน ทำให้พบว่าเป็นเมืองเงียบๆอีกเมืองหนึ่งที่น่าอยู่มากครับ ^^

หลังอิ่มท้องมื้อเที่ยง ต้มยำทะเลฝีมือพี่จิ๋ม บ่ายโมงกว่าๆ ผมเริ่มออกปั่นอีกครั้ง ระยะทางจากเมืองท่าแขกไปเมืองปากเซ 331 กิโลเมตร
ผมแบ่งระยะทางไว้ปั่น 3 วัน จะได้ไม่หักโหมร่างกายตัวเองจนเกินไป
เป้าหมายวันแรก 110 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหมายเลข 13 เหมือนเดิม
อากาศช่วงเช้าร้อนกว่าปกติ ต้องแวะจอดดื่มน้ำอยู่บ่อยครั้ง
ช่วงบ่ายอากาศร้อนมากบวกกับความอิ่มจากข้าวเที่ยงหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน เลยต้องเล็งหาร้านค้าที่นอกจากซื้อน้ำแล้วของีบสักหน่อย
ผมปั่นผ่านร้านค้า อยู่หลายหมู่บ้าน แต่ยังรู้สึกหวั่นๆกับการขอนอนพัก แม้ตอนอยู่ลาวเหนือจะเคยทำแล้วก็ตาม
ความง่วงทำให้ผมเกิดความรู้สึกเป็นไงเป็นกันร้านค้าร้านต่อไปแล้วกัน หลังซื้อน้ำเปล่าและนั่งพูดคุยกับคุณยายเจ้าของร้านสักพัก
แกก็เอ่ยปากเชื้อเชิญให้นอนพักก่อนจะได้มีแรงปั่นต่อเพราะแดดข้างนอกร้อนมาก

หลังงีบหลับไปเกือบชั่วโมง ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาที่โอ่งใส่น้ำข้างร้าน ไหว้ขอบคุณคุณยายเสร็จก็เดินทางต่อ ปั่นมาได้สักพักเกือบ 5 โมงเย็น
หลังแดดร้อนจัดมาทั้งวันฟ้าฝนก็เริ่มร้องฮึมฮัมๆ ตามมาทักทาย หลัง 6 โมงกว่าฟ้าเริ่มจะมืดเลยจอดแวะข้างทางหมู่บ้านหนึ่ง
เพื่อติดต่อนายบ้านขอกางเต็นท์ค้างคืนนอน และได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดีให้กางเต็นท์นอนในวัดของหมู่บ้าน
และนายบ้านได้ชวนเพื่อนบ้าน มานั่งพูดคุยเป็นเพื่อนจนถึงตอนดึกด้วยเพราะกลัวผมเหงาที่ต้องนอนคนเดียว สรุปวันนี้ปั่นไม่ถึงไหน ได้83 กิโลเมตร

กลางคืนแก้ผ้าอาบน้ำใต้แสงดาว
กลางวันถอดเสื้อนอนเล่นใต้สายลม

สำหรับนักเดินทางที่ปั่นจักรยานอย่างผม หลังปั่นจักรยานเหน็ดเหนื่อยมาค่อนวัน
สุขใดเล่าจะเท่าการแก้ผ้าอาบน้ำล่อนจ้อนอย่างสบายใจ
(ท่ามกลางทุ่งหญ้าเพียงลำพังในยามค่ำคืน)

อาจจะดูเหงาเปล่าเปลี่ยวไปหน่อย แต่กลับมีความสุขมากไปอีกแบบ
ถึงแม้จะมีดวงเดือนคอยแอบมองให้เขินอาย แต่อย่างน้อยก็มีหมู่ดาวส่องระยิบระยับคอยกระซิบกระซาบปลอบใจ
"ไม่เป็นไรหรอกนะ ยังมีหมู่ดาวกำลังมองอยู่อีกหลายดวง!!"


รูปภาพ

ตื่นมาอีกทีฝนตกซาๆช่วงตี 5 กว่าๆ พระอาทิตย์เริ่มส่องแสงแรกของวัน
หลังจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ก็จัดการปรับสายเบรคที่เริ่มหย่อนหลังจากไม่ได้ปรับมาหลายวัน
ก่อนออกเดินทางช่วง 7 โมงกว่า วัว ควายเริ่มส่งเสียงข้างทางจากริมถนน บ้างยืนออขวางถนนจนต้องหยิบมือถือมาถ่ายรูปไว้
ก่อนที่รถบรรทุกจะวิ่งมาบีบแตรใส่ให้วัว ควายวิ่งแตกกระเจิงกันไป
เส้นทางวันที่ 2 ส่วนมากเป็นทางตรงซ้ายมือเป็นภูเขา ขวามือเป็นทุ่งนาสลับกับป่าไม้

หลังหาวไปหลาย วอด บวกกับเหนื่อยหอบแฮ๊กจากแดดเปรี้ยงๆ
ความล้าของร่างกายทำให้ผมไม่ลังเลที่จะปั่นจักรยานแวะไปจอดใต้ต้นไม้ริมข้างทาง

อากาศร้อนยามบ่ายแบบนี้ นอนใต้ต้นไม้เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด
หลังจิ๊บน้ำอึกใหญ่ จัดแจงเอาหมวกจักรยานมารองเป็นหมอน
ผ้าขนหนูคลุมทับให้นุ่มหัวหน่อย ถอดเสื้อปูเป็นผ้ารองหลังร่างกายก็เอนตัวลงไปนอนอย่างว่านอนสอนง่าย
ไม่รู้เป็นเพราะอาการล้าหรือความที่เป็นคนอยู่ง่าย ไม่ได้ปัดพื้น เก็บใบไมัหรืออะไรออกทั้งนั้น นอนเอนกายอย่างสบายใจ
ลมพัดอ่อนๆตลอดเวลาใต้ต้นไม้ยามบ่าย พอให้รู้สึกสดชื่นมีเรี่ยวมีแรงอย่างบอกไม่ถูก
ใครกันนะ.. เป็นคนคิด คนสร้างชุดความรู้ให้คนเรา เชื่อและคิดตามว่าชีวิตต้องออกเดินทาง..
หรือแท้จริงแล้วตัวเราเองต่างหากที่โหยหาอยากจะพบคำตอบอะไรบางอย่าง ภายใต้คำถามของชีวิต!!? จึงออกเดินทางมาตามหาคำตอบ

ยิ่งคิดยิ่งเรื่อยเปื่อย..
พลันสายตาเหลือบไปเห็น คู่รักชาวฝรั่งกับสาว(น่าจะ)ญี่ปุ่นบิดมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าไป..
พร้อมสาวเจ้าที่ซ้อนท้ายหันกลับมามองแล้วส่งยิ้มเหมือนคนรู้จักกัน ก่อนจะทิ้งฝุ่นตลบบนถนนไว้แทนคำอำลา..

แอบนึกอิจฉาในใจเบาๆ !! นั่นมันความฝันชีวิตตรูเลยนะเฟร้ยยย!!
ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่น ก่อนแก่!!
บิดมอเตอร์ไซค์มีแฟนซ้อนท้ายเดินทางไปเที่ยวที่ต่างๆบนโลก
แปะรูปถ่ายของเราตามสถานที่(โรแมนติกและทำให้โรแมนติก)ที่เดินทางไปเที่ยว
ไว้ในร้านกาแฟหรือร้านสำหรับพักผ่อนที่นักเดินทางชอบไปสุมหัว ให้เค้าเหล่านั้นอิจฉาความอินเลิฟเล่นๆ (
เผื่อจะชวนให้คนที่ผ่านมาเห็นคิดอะไรบางอย่างได้บ้าง ..
..ลึกๆในความรู้สึกสำหรับความรักแล้ว หัวใจคนเราทุกคน จริงๆแล้วไม่ได้ต้องการของนอกกายอะไรเลย
เพียงแค่มีใครสักคนที่รู้สึกรักกัน ห่วงใย ดูแล มีเซอร์ไพร์ซบ้าง รับฟังและอยู่ข้างๆเสมอในห้วงเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ นั่นก็สุขที่สุดแล้ว)

หลังฝุ่นตลบจางหายลง..
เหมือนกลับมาสู่โลกของความจริง เสียงความคิดสะกิดเตือน "เสียใจด้วยนะไกด์ ตอนนี้นายเดินทางมาปั่นจักรยานคนเดียว 555" นอนฟังความคิดตัวเองแล้วก็สงสารตัวเอง.. นั่นสินะ!

หลังผล็อยหลับใต้ต้นไม้ไปพักใหญ่ ลมพัดอ่อนๆสะกิดร่างกายที่พักผ่อนเต็มที่ค่อยๆตื่น ก่อนหยิบมือถือมาถ่ายภาพนี้เก็บไว้ (ให้รู้ว่านอนถ่าย!)
ข้าวเหนียว มะม่วงดูจะเป็นของอร่อยแก้ง่วงก่อนออกปั่นต่อได้อย่างดี
ขอบคุณป้าร้านขายข้าวเหนียว เนื้อย่าง สงสัยสงสารเด็กหนุ่มตาดำๆที่ออกมาเดินทางคนเดียว
เห็นมาซื้อแต่ข้าวเหนียวไม่ซื้อกับข้าว แกเลยหยิบมะม่วงสุกมาให้
ขอบคุณมากนะครับ จริงๆผมไม่มีตังค์ด้วยแหละครับ 555

หลังกินเกือบอิ่ม ยังพอมีขนมปังกับนมข้นอยู่ในกระเป๋า
หิวก็กินครับ หลักการง่ายๆ ปั่นจักรยานต้องเดินด้วยท้อง และต้องมีแรงขาด้วยนะ ไม่งั้นปั่นไม่ไหว555
หลังอิ่มจริงๆ ถึงเวลาเดินทางต่อ "เดินทางไปเห็นโลกข้างนอก เพื่อดูและพัฒนาข้างใน"

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ


หลายชั่วโมงต่อมาช่วงเกือบสี่โมงเย็นหลังจากแวะหลบฝนใต้เถียงนาริมทางเพราะฝนตกจนปั่นไม่ได้อยู่เกือบ 2 ชั่วโมง ผมปั่นลุยฝนปรอยๆจนมาถึงเมืองปากซอง แขวงสะหวันนะเขต
ก่อนหาที่พักติดต่อเจ้าเมืองเพื่อขอกางเต็นท์นอนในวัด และได้รับการเอื้อเฝื้อจัดสถานที่กางเต็นท์ให้ภายในวัด ค่ำคืนนี้ฝนตกปรอยๆเกือบทั้งคืน
อากาศหนาวจับใจจนต้องใส่เสื้อหนาวอีกชั้นก่อนซุกตัวนอนในถุงนอน ก่อนผล็อยหลับไปในที่สุด

7 โมงเช้าหน้าร้านขายข้าวเหนียวไก่ย่าง ผมเปิดมือถือเช็คระยะทางที่เหลือเพื่อไปเมืองปากเซ โอ้ว! อีก 168 กิโลเมตร
คงต้องปั่นอีก 2 วันแน่ๆเผื่อจะถึง หลังแม่ค้ายื่นข้าวเหนียว แนม 1 ไม้กับไข่ปิ้งอีก 3 ฟองให้และจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยผมปั่นหลบแดดมานั่งใต้ต้นไม้ริมทาง
นั่งกินมื้อเช้าไป ดูแอพพิเคชั่นเช็คสภาพอากาศไป วันนี้เจอแน่ๆทั้งแดดร้อนฝนปรอยๆ
ขณะกำลังนั่งคิดก้มหน้าก้มตาคำนวนระยะทางการปั่นกี่กิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่
ก็ต้องเงยหน้าขึ้นเพราะเสียงนักเรียนที่ขับมอเตอร์ไซค์ผ่านไปโรงเรียน "สะบายดีเจ้า คือหล่อแท้" ไม่รู้จะตอบอะไรกลับไปทั้งยัง งงๆ ตกใจอยู่
เลยได้แต่ส่งยิ้มกลับไปให้ หลังปั่นแวะมาสักพักซื้อน้ำดื่มมัดใส่ท้ายจักรยานและแวะถ่ายรูปกับเสาหลักกิโลเมตรข้างทางแล้ว
8โมงเศษๆผมเริ่มปั่นและท้าทายกับตัวเองว่าแน่จริงวันนี้ก็ปั่นไปให้ถึงปากเซสิ!
เดิมพันกับตัวเอง จะไปถึงรึเปล่า? พิสูจน์ตัวเองหน่อยสิ! ใจสู้มั้ย!?
(อันที่จริงแบ่งระยะทางปั่น 2 วันสบายๆก็ได้ แต่ดันไม่ทำ ใจมันดื้อ จะเอาซะให้ได้!)

รูปภาพ

หลังปั่นมาราธอน168 กิโลเมตรกับ 12 ชั่วโมง 17 นาที ผมก็มาถึงเมืองปากเซ ตอน 2 ทุ่ม 20 นาที
พร้อมอาการโซเซหลังจากปั่นมาทั้งวัน ถึงแม้คอนเซปจะเป็นปั่นไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พักก็ตาม

วันนี้เจอแดดร้อนๆมาทักทายเป็นปกติ มีฝุ่นบ้างตามแต่โอกาสอยากแวะมาทักทาย ลมพัดสวนทางนี่แวะมาทักประจำ
(เช็คทิศทางลมช่วงบ่ายพัดจากใต้ขึ้นเหนือ 5km/h) แต่เหมือนที่เจอนี่จะหนักกว่านั้น พัดร่มที่กางขายของของชาวบ้านริมทางปลิวหลุดกันทีเดียว จอดรถยืนปิดหน้าปิดตาอยู่ข้างทางไปตามระเบียบ

เมนูประทังชีวิตสำหรับวันนี้ !!ข้าวเหนียว 2 ถุง เกาเหลา 1 ถ้วย แหนม 1 ไม้ ไข่ปิ้งอีก 3 (ฟอง)
น้ำดื่ม 10 ลิตร กระทิงแดง 1 ขวด M - 150 อีก 2
นี่ยังไม่รวม น้ำแข็งอีก 3 ถุงใหญ่!
(มีไอศกรีมหนมปังอร่อยๆด้วยนะครับ พิมพ์ไปก็อยากกินอีก ^^)

ยานวดเคาเตอร์เพนสูตรเย็นหลอดเล็กอีก 1 หลอด
ทาแล้วทาอีกจนเนื้อขาจะกลายเป็นยาไปด้วย ==

ปั่นมาราธอน ปั่นทรหด ปั่นไกลที่สุดตั้งแต่ปั่นทัวร์ริ่งมาจากพันกว่ากิโลเมตรตั้งแต่วันเริ่มต้นปั่น
มันส์ จริงๆๆๆๆ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

36 km สุดท้ายนี่ปั่นเร็วเป็นว่าเล่น นึกว่าปั่นหนีเสือ!!อันที่จริงก็เหมือนจะใช่ เสือที่ว่าคงเป็นคนไม่หวังดี
พระอาทิตย์กำลังจะสิ้นแสง วัยรุ่นก็ขี่รถป่วนเปี้ยนป่วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ระแวงไประแวงมา ปั่นสุดแรงเกิดสิครับ ปรับจานหน้าจานกลาง (จาก 3จาน) จานหลังลงสุดปั่นแบบเอาเป็นเอาตายกันที่เดียว

19 km สุดท้ายยิ่งหนัก เย็นแล้วก็ฟ้ามืด ไฟข้างทางก็ไม่มี รถสวนบ้างบางที เปิดไฟสูงใส่อีก ไม่สงสาร "อ้ายคนจนจำต้องทนปั่นรถถีบเล้ย)
ทั้งฝุ่นทั้งแมลงแวะมาทักทายใบหน้า แอบจูบตาบ้างบางที เหมือนแมลงจะจูบดูดดื่มมากไปหน่อย จูบจนติดตา 555 ปั่นไปปั่นมาหมาไล่กัด สนุกดีทีเดียว ช่วง 13-14 kmหลังๆ ปั่นไปตื่นเต้นไป มองทางไม่ดีปั่นตกหลุมตกบ่ออีก 5555

ปั่นไปก็ลุ้นระทึกไป เก็บหินฝากให้ Bonne Chance หนีบไวั ถ้าหมามาไล่กัดอีกก็วัดดวง มาสิๆ เดียวปาใส่ให้หายซ่าซะเลย

7 km สุดท้ายก่อนเข้าปากเซ กำลังทำถนนใหม่
ฝุ่นตลบ ปั่นไปหลับตาไป หลุมบ่อมาทักทายตามเคย ไฟที่ติดหัวก็ช่วยไม่ได้ จักรยานตกหลุมที
ทั้งจุกทั้งเจ็บ สงสารน้องชายตัวเอง ปั่นไปน้ำตาก็จะไหล นี่มันทางพิสูจน์ใจ พิสูจน์ไข่(น้องชายตัวเอง)เลยใช่มั้ยเนี่ยยย!!
ต้องคอยลุ้นง่าจะเจอหลุมเจอบ่อหลังควันรถคันข้างหน้าจางหรือเปล่า ตกทีนี่ อู้ยยย ซี๊ดดดด!! น้ำตาเล็ด กางเกงจักรยานก็เหมือนไม่ช่วยอะไร
เผื่อจะเอาชีวิตรอด (และรักษาน้องชายตัวเอง)มาได้!
พอฟัดพอเหวี่ยงกับวันสุดซี๊ดดดด!
อีกหนึ่งวันที่น่าจดจำ

หลังจากนั่งพักเหนื่อยหน้าร้านขายไก่ย่างอยู่นาน
ผมลุกไปซื้อไก่ย่างมานั่งกินกับข้าวเหนียวให้หายหิวจุใจ
คืนนี้คงต้องหาเกสเฮ้าส์นอนพักสบายๆ เพราะพรุ่งนี้จะปั่นขึ้นเขาไปเที่ยวเมืองกาแฟให้หายอยากหลังจากได้ยินชื่อเสียงมากนาน

(ขอบคุณพี่หญิงจิตรา พี่สาวคนไทยใจดีที่แนะนำให้ไปพักร้านอาหารคนไทยที่เมืองท่าแขก และแนะนำให้ไปไร่กาแฟที่เมืองปากซอง)
"การเดินทาง"

มันเป็นความงาม
มันคือความหมาย
มันมีเรื่องราว
มันคือชีวิตของผม

Guideyoyage
https://www.facebook.com/Guide.GF.Srinakorn

Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย Guidevoyage » 08 ม.ค. 2015, 21:03

หลังงัวเงียบิดขี้เกียจหลังตื่นนอน เพราะแสงอาทิตย์แยงตาริมหน้าต่างในเกสเฮ้าส์
ก่อนลุกมาจัดการกับจักรยานที่สภาพสะบักสะบอมไม่ต่างกับคนปั่นสักเท่าไห
ร่ หยอดน้ำมันโซ่ ปรับเบาะจักรยานให้ตรง
เพราะช่วงค่ำเมื่อวานหน้าร้านขายไก่ย่างจอดแล้วจักรยานล้มลงข้างทางเบาะเอียงนิดหน่อย
จัดสัมภาระใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย ก่อนอาบน้ำเปลี่ยนชุดสำหรับเดินทางต่อในวันนี้

40 กิโลเมตรก่อนที่เมืองปากซองคือที่ที่เราจะไป "ไร่ชาและกาแฟ"
เป็นไร่ที่ปลูกชาและกาแฟออแกร์นิคส่งประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งที่ไร่ยังมีฝรั่งชอบมาฝึกงานช่วยงานที่ไร่เพื่อแลกกับความรู้อีกด้วย
เส้นทางวันนี้เป็นการปั่นขึ้นเนิน แต่เป็นเนินที่ค่อยๆไล่ความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ปั่นเรื่อยๆ 5 กิโลเมตรพัก
เพราะนอกจากแดดร้อนแล้ว ระยะทางเป็นเนินซึมขึ้นเขาอย่างเดียวเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจ เลยต้องพักเติมพลังดื่มน้ำเปล่าข้างทางบ่อยๆ
ฝรั่งที่ขับรถมอเตอร์ไซค์สวนทางลงมาหลายคันบีบแตรทักทายและยกนิ้วโป้งให้
เพราะเส้นทางมันท้าทายทีเดียว ขึ้นอย่างเดียวไม่มีลง ยกเว้นขากลับ ลงเขาสนุกแน่ๆ 555

รูปภาพ

ผลไม้อย่างสัปปะรด ทุเรียน มีให้เห็นริมทางหน้าบ้านชาวบ้านที่วางขายทั่วไป ผ่านมาอีกหน่อยจะเป็นหมู่บ้านของช่างตีมีด (ลืมถ่ายรูปไว้ครับ 555)
เสียงตีเหล็กๆดังสลับกันบ้านนู้นบ้านนี้ตลอดที่ปั่นผ่านสองข้างทาง มีเสน่ห์ไปอีกแบบครับ เป็นหมู่บ้านที่น่าทำความรู้จักมากๆสำหรับคนที่ไม่เคยเห็นแบบผม ^^

ระหว่างปั่นขึ้นเขารถบรรทุกสัปปะรดก็วิ่งผ่านขึ้นเขาเป็นระยะ ผมก็อยากกินนะครับ สัปปะรดเนี่ยย!! ติดแต่ทั้งตัวเหลือเงินอยู่ 40 บาทไทย ลืมกดเงินติดมาด้วย555
แต่แล้วโชคก็เข้าข้างผมครับ รถบรรทุกสัปปะรดคันหนึ่งวิ่งขึ้นเขาแซงหน้าผมไป แล้วสัปปะรดลูกนึงก็ตกหล่นลงมาที่พื้นถนน เพราะรถวิ่งผ่านหลุม
ถามว่าจะเหลือมั้ย?? จอดจักรยานลงไปเก็บมากินสิครับ 555 รถบรรทุกวิ่งผ่านขึ้นเขาไปไม่ได้จอดแต่อย่างใด ส่วนผมก็นั่งกัด สัปปะรดด้วยความอิ่มหนำสำราญ
สวรรค์ของนักปั่นตกอับโดยแท้ ขอบคุณนะครับที่ขับรถผ่านหลุม 555
ทำให้ได้หล่ะครับ ก็คนมันเงินมีน้อยนี่นาครับ เลยต้องรอโชคบ้าง ^^

ไม่กี่อึดใจ 3 ชั่วโมงต่อมาผมมาถึง ไร่ชาและกาแฟ หลังมีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเจ้าของไร่
เกี่ยวกับกาแฟและชาที่ปลูกที่นี่รวมไปถึงรูปแบบการทำไร่ออแกร์นิค
ผมได้รับการเชื้อเชิญให้พักค้างคืนและกางเต็นท์นอนที่นี่ ก่อนจะร่วมกินข้าวมื้อเย็นกับครอบครัวเจ้าของไร่
และครอบครัวชาวฝรั่งเศสที่มาพักที่นี่เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการทำไร่ออแกร์นิค

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

ใครผ่านไปทางนั้นอย่าลืมแวะไปจิบชา ที่ ไร่ "ชาและกาแฟ" นะครับ ถ้าขับรถจากเมืองปากเซไป ปากซอง ร้านอยู่ฝั่งขวามือ รับรองจะติดใจครับ กาแฟรสเข้ม อร่อยไม่แพ้ สตาร์บัคเลยหล่ะครับ

มื้อเย็นวันนี้..
..สปาเกตตี้ซอสมะเขือเทศ สูตรต้นตำรับฝรั่งเศส
จากพี่คนไทยที่อยู่ฝรั่งเศสมา 40 กว่าปี! (พร้อมคนฝรั่งเศสแท้ๆอีกคนที่มาช่วยปรุงรส) รสชาติดีทีเดียว กลิ่นซอสมะเขือเทศยังติดปากไม่หาย : D
กินเสร็จต่อด้วยข้าวสวยร้อนๆ พร้อมผัดผักรวมมิตรกับต้มไก่ใส่มันฝรั่ง อร่อยมากกกก !! ^^
มื้ออร่อยสวรค์ของนักปั่นอย่างเราแท้ๆ!!

ผมมีเวลาอยู่เมืองแห่งกาแฟอีก 3-4 วัน นอกจากกาแฟที่ที่นี่ยังมีอีกหลายอย่างน่าสนใจมาก ตอนนั้นแอบคิดอยากอยู่ต่อครับ 555
บรรยากาศกลางคืนกลางไร่กาแฟเริ่มหนาว ถุงนอนชักจะเอาไม่อยู่ คงต้องใส่เสื้อหนาวอีกชั้นเพิ่มความอุ่น ก่อนรีบหลับเพราะวันพรุ่งนี้ ผมจะได้ลงพื้นที่จริง ทำจริง กับกระบวนการทำไร่ชาและกาแฟสดๆแบบออแกร์นิกที่นี่..

รูปภาพ

เช้าวันต่อมาหลังมื้อเช้า ขนมปังกับอะโวกาโด้ กาแฟสด และข้าวสวยร้อนๆกับแกงจืดหมูสับแล้ว วันนี้เพื่อนครอบครัวชาวฝรั่งเศสจะเดินทางต่อไปเวียงจันทร์ พี่ตุ้ยเจ้าของไร่บอกกล่าวเราว่า วันนี้บ้านใกล้ๆจะมีพิธีบายศรีสู่ขวัญเด็กแรกเกิด เลยชวนไปด้วยกัน ตอนแรกครอบครัวชาวฝรั่งเศสจะไปด้วย แต่กลัวกลับมาขึ้นรถไม่ทัน รถที่จะวิ่งผ่านจากอัตตะปือ เข้าเมืองปากเซ เลยขอไม่ไปแล้วกัน ผมเลยบอกว่า เดี๋ยวผมจะไปร่วมงานแล้วจะรีบกลับมาส่งก่อนขึ้นรถ
ในใจกะว่าจะขอที่อยู่กับ E-mail ติดต่อไว้ เผื่อได้พูดคุยกันต่อ แล้วถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

ผมเลยขอตัวไปร่วมงานกับพี่ตุ้ย พิธีบายศรีสู่ขวัญ ของลาวน่าสนใจครับ คล้ายๆกับภาคอีสานเราบ้างบางอย่าง
แต่ที่นี่เจ้าภาพทำกับข้าวเลี้ยงแขก ส่วนคนเข้าร่วมงานไม่ต้องนำเงินใส่ซองมาให้ หรือจะให้ก็ได้ ส่วนมากจะเอาสิ่งของมามอบให้มากกว่า
บางคนก็เอาของกินมาร่วมงาน หรือมาร่วมทำกับข้าวเลี้ยงแขกที่บ้านเจ้าภาพ ผู้ใหญ่ที่มาทำพิธีเหมือนเป็นหัวใจหลัก ที่มีอิทธิพลต่อเด็ก
คือ การเจิม การนำฝ้ายมาผูกแขนเด็ก และผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานจะนำฝ้ายมาผูกแขนเด็กแรกเกิด และเด็กๆที่มาร่วมงานด้วย
ผมเองก็ได้รับฝ้ายผูกแขนเช่นกัน ชาวบ้านทุกคนเหมือนมาสังสรรค์ พูดคุย ถามไถ่ทุกข์สุขกันมากกว่า ทุกคนใจดียิ้มแย้มแจ่มใส คุยแต่เรื่องสนุกครับ
หลังกินข้าวอิ่มหนำสำราญก็เล่นไพ่ เดิมพันเงินเล็กๆน้อย บรรยากาศน่ารักดีครับ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

ช่วงเที่ยงผมกลับมาที่ไร่ พบว่าเพื่อนครอบครัวชาวฝรั่งเศสเราขึ้นรถไปเมืองปากเซซะแล้ว แอบเสียใจเล็กๆที่ไม่ได้ทำความรู้จักต่อ แต่ก็นับเป็นเรื่องที่ดีที่นักเดินทางมีโอกาสได้พบกันครับ: )

การเรียนรู้กระบวนการทำกาแฟน่าสนใจมากเลยครับ มีโอกาสต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง
กลิ่นหอมของยอดชาคั่วก็หอมอบอวลไปอีกแบบ เด็กๆที่นี่ขยันมากครับ ช่วยผู้ใหญ่เด็ดยอดชาและพูดคุยหยอกกันหัวเราะน่ารักดี
พอผมเดินเข้าไปเท่านั้นแหละ เป้นตามที่เห็นในรูปครับ555

บ่ายแก่ๆ ผมมีโอกาสได้พบกับอาจารย์จาก ม.อุบล ที่มาดูงานที่เมืองปากซอง และทำให้ผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับคนไทยอีกหลายคน เราแลกเปลี่ยนความเห็นอยู่หลายเรื่องระหว่างจิบกาแฟยามบ่าย เป็นอีกความประทับใจหนึ่งจนต้องถ่ายรูปเก็บไว้ และขอ FB กันเลยทีเดียว

ช่วงเย็นวันนี้ที่ไร่ มีงานจัดฉลองเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดเจ้าของไร่ครับ บรรยากาศการอวยพร มีเป่าเค้ก อธิฐาน ขอพร และดื่มฉลอง !! เอ้า เฮ ;'))
ผมเลยมีโอกาสได้กิน "ย่อจื่น" หรือ "แหนมข้าว" ซึ่งเจ้าของไร่ทำเลี้ยงญาติๆที่มาร่วมงานด้วย
เมนูนี้อร่อยมากเลยครับ และผมไม่พลาดที่จะขอสูตรกลับมาทำไว้กินที่เมืองไทย ^^

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ


สายวันต่อมาหลังกินขนมปังทาสัปปะรดกวนและกาแฟสด
ร้อนๆแล้วผมร่ำลาเจ้าของไร่เพื่อปั่นจักรยานอีก 42 กิโลเมตรไปที่เมืองท่าแตงเพื่อไปดูไร่กาแฟออแกร์นิคที่นั่น
ปั่นไต่ขึ้นเขามา 10 กิโลเมตรก็ถึงช่วงเวลาแห่งความสนุกของการปั่นลงเขาหรือปล่อยลงเขาซะมากกว่า
สองข้างทางลงเขาเป็นไร่ผักกาดขาวและไร่กะหล่ำปลีออกแกร์นิค
สลับกับไร่กาแฟที่มีให้เห็นเป็นส่วนมาก พอลงเขามาได้สัก 10 กว่ากิโลเมตร
ยังพอมีทุ่งนาให้เห็น ฟ้าครึ้มฝน แอบน่ากลัว แต่ในใจก็คิดไหนๆก็มาแล้ว ลุยเป็นลุย ไปให้ถึงไร่ก่อนดีกว่า

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

ช่วงบ่ายโมงผมปั่นมาจนถึงไร่สีหนุก ไร่กาแฟของนายกสมาคมกาแฟแห่งประเทศลาว ทางไปเมืองท่าแตง
ซึ่งขึ้นชื่อว่าใครที่สนใจกาแฟที่ประเทศลาวแล้วต้องห้ามพลาดที่จะแวะมาที่นี่เพราะเป็นไร่ที่เริ่มปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าเจ้าแรกของลาว

ขณะเข็นจักรยานเข้าไร่ด้วยสภาพมอมแมมเพราะเปื้อนจากการคลุกฝุ่นข้างทางกับการสูบลมและปะยางจักรยาน
รถแลนด์โรเวอร์ พร้อมด้วย BMW และเบนซ์รุ่นใหม่ล่าสุด จำได้ว่าใหม่ล่าสุดทุกรุ่น ตัวท็อปทั้งนั้นขับเข้ามาจอดพอดี
ผู้หญิงลงจากรถแต่ละคัน ระดับนางฟ้าทั้งนั้น แหม่ มากับคนมีกะตังค์ไอเรามัน หนุ่มคนจนต้องปั่นรถถีบ 555

พลันสายตาสาวเจ้าแต่ละคนก็มองมาที่ผมแบบ...
ผมเลยเดินเข้าไปตรงบาร์กาแฟ เพื่อสอบถามหาผู้จัดการไร่ ขณะนั่งสั่งกาแฟ ผมเลยถามเด็กเสิร์ฟ ว่าสาวสวยๆ ที่มากับหนุ่มมีกะตังค์นี่เค้าเป็นใครหรอ?
พลันได้คำตอบกลับมาว่าเป็นดาราเวียดนาม ขับรถมาเที่ยวกับลูกเศรษฐี ผมนี่.. 555

แต่ละคน แม่เจ้าโว๊ยยยยย!! สวยๆทั้งนั้นครับ เดินถ่ายรูปรอบไร่กันสนุกทีเดียว พอเดินมาใกล้ๆผมเห็นผมหน้าตาซกม๊กกับจักรยานคลุกฝุ่น นี่สาวเจ้าเบือนหน้าหนีกันทุกคนเลยครับ 5555

หลังทำความรู้จักกับผู้จัดการไร่ฝ่ายร้านกาแฟและเดินชมสวนหย่อม ไร่เพาะพันธุ์ดอกไม้สำหรับตกแต่งสวน และไร่กาแฟ
จนถึงช่วงเย็น ผู้จักการไร่ฝ่ายร้านกาแฟได้บอกว่าพี่เพชรผู้จัดการไร่ ติดต่อกลับมาจาหลวงพระบางว่าท่านสีหนุกกลับเวียงจันทร์ ให้ทางไร่ดูแลผมเป็นอย่างดี
ผมเลยแห้วที่จะมีโอกาสได้พบท่าน และขอสัมภาษณ์พูดคุยเรื่องกาแฟ
ทางไร่เลยได้จัดที่พักพร้อมอาหารให้สำหรับค้าง 1 คืนก่อนเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น
ช่วงค่ำหลังกินมื้อเย็นสุดอร่อย เป็นข้าวผัดหมูกับแกงจืดจากฝีมือเชฟในไร่ (ไม่เคยกินแกงจืดผักกาดอร่อยขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเป้นเพราะหิวหรือเปล่า 555) ผมนั่งเล่นเกมส์ทายปัญหากับน้องๆที่มาช่วยงานกับเจ้าของไร่และมีโอกาสได้ชิมกาแฟสูตรต่างๆของทางไร่ที่เอาไว้ส่งขายต่างประเทศอีกด้วย หลังจากนั่งคุยกันเพลินจนเริ่มดึก เราต่างแยกย้ายกันไปนอน


หลังตื่นนอนตอนตี 4 กว่าๆ ลุกมาจัดการหนวดเคราที่รกรุงรังให้เรียบร้อย พร้อมทั้งตัดผมใหม่ให้เรียบร้อย
ตี 5.40 พระอาทิตย์เริ่มส่งแสงอุ่นๆทักทายผมที่กำลังนั่งฟังเปียโนอยู่ หน้าบ้านพักในไร่กาแฟสีหนุก
หลังจากลุกบิดขี้เกียดก็ออกไปเดินเล่นรอบรีสอร์ทในไร่กาแฟ
แวะไปทักทายชาวสวนที้กำลังจัดการดอกไม้ในโรงเพาะชำเพื่อเอาไว้ปลูกต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะมาในช่วงเริ่มหนาว (ช่วงเก็บกาแฟที่กำลังสุกงอมพอดี)
เสร็จแล้วก็เข้าไปเดินเล่นในไร่กาแฟ ก่อนกลับมานั่งจิ๊บกาแฟสดร้อนๆ ที่ม้านั่งนอกร้านกาแฟ
บรรยากาศยามเช้าอากาศดี แดดอุ่นๆ กลางลมหนาว(อยู่บนเขาความสูง 1000กว่าๆ เมตร) นั่งมองน้ำตกกลางหมอกจางๆ คิดอะไรเรื่อยเปื่อย
บางช่วงผมหันไปพูดพูดคุยสัปเพเหระกับเด็กๆในร้านคนนู้นบ้างคนนี้บ้าง เหมือนคนรู้จักกันมานาน
(จริงๆรู้จักกันเมื่อคืนเพราะผมชวนเล่นเกมส์ทายปัญหาถามตอบ ก่อนนั่นเม้ามอยส์คุยกันเรื่องอื่นจนซี้!!)

รูปภาพ

รูปภาพ

7 โมงเช้ากว่าๆ มื้อเช้าสุดอร่อย ข้าวต้มหมู พร้อมชาขาวร้อนๆ 1 กาถูกเสริฟตรงหน้า
(ชายที่พึ่งอายุยี่สิบเอ็ด ในวันนี้ 7 มิถุนายน 2557 กำลังนั่งครุ่นคิดอะไรบางอย่าง)
กลิ่นหอมๆ ของข้าวต้มหมูลอยมาแตะจมูก
พร้อมเสียงเด็กสาวที่มาช่วยงานที่ร้าน "อาหารเซ้าเด้ออ้าย ขั้นสิกินอิหยังอีก บอกข้อยได้เด้อ เดี๋ยวข้อยเข้าครัวเฮ็ดให้ เอื้อยตุ๊เผิ่นสั่งไว้ให้ดูแลอ้าย"
"ขอบใจหลายเด้อ ซำนี้กะอิ่มแล้วบ่รบกวนเจ้าหลายดอก กลิ่นหอมข้าวต้มหมูเป็นตาแซบเนาะ"
"ขอบใจเด้ออ้าย" สาวเจ้าตอบยิ้มๆ ก่อนเดินกลับเข้าร้านไป..

หลังมื้อเช้าอิ่มอร่อย.. คงไม่มีอะไรเหมาะกับช่วงเวลานี้มากไปกว่าการนั่งจิ๊บชาขาว พักกายพักใจ คิดทบทวนอะไรหลายอย่างที่ผ่านมาในชีวิต นั่งเงียบๆเพียงลำพัง ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ผ่านมาและสิ่งที่กำลังจะผ่านเข้ามา ก่อนจะปลุกตัวเองให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง

เผลอแป๊บเดียว 10โมงเช้าซะแล้ว ก่อนเดินกลับเข้ามาในร้านกาแฟช่วยงานต้อนรับลูกค้าคนไทยที่แวะมาเที่ยว
คุยกันเพลินไม่มากไม่น้อยก่อนลูกค้าขอตัวขับรถกลับไทย

11 โมง หลังกล่าวคำขอบคุณพร้อมคำอำลา ผู้จัดการไร่ตรงร้านกาแฟ พร้อมเด็กๆที่มาช่วยงานที่ร้าน
คงไม่มีอะไรสนุกไปกว่าการปั่นจักรยานขึ้นเขา 32 km อยู่กับสมาธิ อยู่กับตัวเอง..

วันนี้ต้องเดินทางกลับ ระยะทาง 82 กิโลเมตร อากาศหลังฝนตกช่วงเช้ามืด
ทำให้ช่วงเช้าหมอกลง เย็นสบาย เป็นวันแรกที่ผมใส่เสื้อกันหนาวปั่นจักรยาน ไร้วี่แววของแดดใต้ฟ้าสีเทา
เริ่มปั่นขึ้นเขามาได้สักพัก ยางล้อหน้าเริ่มมีปัญหา ลมยางซึมออกแบบไม่รู้สาเหตุผมคิดว่ายางคงไม่ได้รั่วหรอกมั้ง
ผมแวะเติมลมตามหมู่บ้านที่ปั่นขึ้นเขาอยู่ 3 ครั้ง เริ่มรู้สึกว่าต้องมีอะไรแน่ๆ เลยจอดแวะร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ริมทาง
แล้วปล่อยลมยางออกและถอดไส้ไก่จักรยานออกมาดูปรากฎว่าไส้ไก่ขาด เลยจัดการเปลี่ยนไส้ไก่และเติมลมยางใหม่เดินทางต่อ

รูปภาพ

รูปภาพ

บ่าย 2 โมงผมมาถึงปากซองเมืองแห่งกาแฟ ลองกดตู้ ATM ดูอีกครั้ง
ปรากฎว่ากดเงินไม่ได้เหมือนเดิม หลังเมื่อวานมากดเงิน เจ้าหน้าที่ธนาคารบอกบาร์โค้ดแถบบัตรเสีย ก่อนไปลองอีกธนาคาร
เจ้าหน้าที่ให้คำตอบเหมือนกัน ความหวังเล็กๆ คือปั่นลงเขาอีก 50 km ไปให้ถึงปากเซเพื่อลองกดเงินอีกครั้ง

ตอนนั้น..ทั้งเนื้อทั้งตัว เหลือเงิน 1 บาทจากการลองรื้อกระเป๋า
ดู เสื้อผ้าเอาไว้ใส่กลับไทย 1 ชุด กางเกงใน 1 ตัว ถุงเท้า 1 คู่ น้ำอีก 1 ขวดที่ได้จากทางไร่สีหนุก ส่วนเน็ตมือถือหมดติดต่อใครไม่ได้!!

หลังปั่นลงเนินบนเขามาได้ 10 km ผมแวะมาทักทายพร้อมอำลา เจ้าของไร่ชาและกาแฟที่
เมื่อ 2 คืนก่อนเอื้อเฝื้อช่วยเหลือให้ที่พัก พร้อมทำเมนูสุดอร่อยให้ทาน
ชาเขียวกับชาแดงที่นี่อร่อยมาก ส่วนกาแฟเป็นกาแฟออแกร์นิก ที่นี่ส่งออกไปขายที่ฝรั่งเศส ส่วนแบรน์ในลาวชื่อ "จำปี"
การันตีอีกครั้งว่าอร่อยสู้สตาร์บัคได้สบายๆ ก่อนกลับพี่ตุ้ยเจ้าของไร่มอบชากับกาแฟเป็นของขวัญขวัญถุงให้ก่อนเดินทางกลับไทย

4 โมงครึ่ง ผมมาถึงปากเซ ไปกดเงินที่ตู้ ATM เสียบปุ๊บ บัตรเด้งออกปั๊บ วิธีการเดียวคือขายของที่มี
ผมปั่นไปนู้นทีนี่ที ขายเต๊นท์ที่ใช้เดินทาง จนถึงเกือบ 1 ทุ่ม ไม่มีร้านและใครซื้อ!!

รูปภาพ

น้ำหมด หิวก็หิว เนื้อตัวมอมแมมมาก !!
พึ่งคิดได้ มีข้าวเหนียวอยู่ 1 ปั้นมือที่ได้มาจากตอนแวะพักข้างทางชาวบ้านให้มากับนมอีก 1 กล่องที่เหลือติดกระเป๋า
นั่งแอ้งแม้งอยู่ข้างทาง กับจักรยานคู่ใจ กัดข้าวเหนียวพร้อมดูดนมกล่อง เป็นมื้อที่รู้สึกอร่อยที่สุดตั้งแต่ปั่นจักรยานมาในลาว

1 ทุ่มเศษๆ ผมพึ่งคิดได้ขาย Power Blank มือถือสิ! ก่อนปั่นตะเวนรอบเมือง ตามหาร้านมือถือ ไม่มีร้านไหนซื้อ บอกว่าแพงเกินไป (ของฟินลิปอย่างดีชาตต์ได้ 3 ครั้งเลยนะครับ T_T) ที่นี่เค้าใช้ของจีนแดง 2-3 ร้อย ฟังแล้วน้ำตาจะไหล

2 ทุ่มครึ่ง หลังปั่นจักรยานวนขาย Power Blank จนเหนื่อย อีกทั้งเสียงท้องร้องจ๊อกๆ บอกว่าพักก่อนดีมั้ย!! เลยปั่นไปนั่งริมถนนตรงข้ามวัดตรงวงเวียนปากเซ ก่อนนั่งแบบหมดอาลัยตายยากนั่งมองคนมาซื้อน้ำผลไม้ฝั่งวัดไปกลืนน้ำลายไป

..ก่อนตัดสินใจ เอาหว่ะ นอนวัดละกัน อย่างน้อยไม่มีตังค์ไม่มีกิน ก็มีที่ซุกหัวนอน!!

พอเข้าไปในวัด ครูบาบอกว่าวัดในปากเซ กฎหมายห้ามคนมาพักอาศัยหรือค้างคืน ฟังแล้วน้ำตาจะไหล เลยเล่าเรื่องที่เกิดให้ครูบาฟัง ท่านเลยเอื้อเฝื้อซื้อ Power Blank ไว้ให้ ก่อนให้เงินมา เกือบ 900 บาท เอาไปกินข้าว ไปพักที่เก้สเฮ้าส์นอน วินาทีนั้นน้ำตาซึม!!!

เป็นวันคล้ายวันเกิดตอนอายุ 21 ปีที่มีเรื่องตะหนักให้คิดทบทวนกับชีวิตอย่างมหาศาล

ของขวัญสำหรับปีนี้ไม่มีอะไรวิเศษที่สุดไปกว่า "การที่ยังมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้
การตะหนักถึงคุณค่าของวันและเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตกับช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับครอบครัว
และจะสร้างคุณประโยชน์อะไรให้กับสังคมได้บ้าง"

หลังพึงระลึกแบบนี้ได้แล้ว ผมปั่นไปร้านขายไก่ร้านเดิมด้วยความหิว ก่อนฉลองวันคล้ายวันเกิดตัวเอง ด้วยไก่ย่าง 1 ไม้ ปลาหมึกย่าง 1 ไม้ และน้ำเขียว 1 กระป๋อง
อร่อยมากเลยครับ อร่อยสุดๆครับ กินไปก็คิดไป พรุ่งนี้จะได้กลับบ้านแล้ว :))
"การเดินทาง"

มันเป็นความงาม
มันคือความหมาย
มันมีเรื่องราว
มันคือชีวิตของผม

Guideyoyage
https://www.facebook.com/Guide.GF.Srinakorn

Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย Guidevoyage » 08 ม.ค. 2015, 22:09

การตื่นนอนตอนสายนับเป็นความสุขอย่างหนึ่งของนักเดินทาง การเดินทางที่ยาวนานใกล้สิ้นสุดลงแล้ว
ระยะทางที่ปั่นจนขาแข็งมาตลอดทริปนับหลักกิโลเมตรเหลือน้อยลงเช่นเดียวกัน 49 กิโลเมตร คือเส้นทางปั่นกลับเมืองไทยของผม

มื้อเช้าสุดอร่อย ขนมปังใส่เผือกและนมกล่องช่วยทำให้ท้องที่ร้องอิดออด เสียงเบาไปได้บ้าง หลังเติมพลังด้วยสปอนเซอร์อีก 1 ขวด
ร่างกายเริ่มพร้อมสำหรับการเดินทางกลับบ้าน แดดวันนี้ร้อนกว่าปกติ ท้องฟ้าปลอดโปร่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการต้อนรับกลับบ้าน
ถนนออกจากเมืองปากเซไปชายแดนเพิ่งลาดยางเสร็จไม่นาน กลิ่นยางมะตอยแวะมาแตะจมูกชวนให้คิดถึงตอนปั่นจักรยานอยู่ลาวเหนือไม่น้อย
ใกล้ถึงบ้านแล้วสินะ!!

รูปภาพ

รูปภาพ

ปั่นไปได้สักพักใหญ่ๆ มีเด็กๆปั่นตามมาด้วย ก่อนที่ผมจะชะลอเพื่อปั่นไปคุยไปกับเด็กๆ
เราแยกทางกันตรงทางเข้าเถียงนาที่ชาวบ้านกำลังลงแขกเกี่ยวข้าวกันอยู่

ก่อนถึงด่านข้ามแดนกลับฝั่งไทย ผมปั่นจักรยานผ่านหน้าร้านค้าเล็กๆร้านหนึ่ง เด็กๆ 3-4 คนกำลังร้องเพลงและตีถัง แทนกลองชุด
ตรงลังใส่ขวดน้ำดื่มของลาวอย่างสนุกสนาน ผมไม่ได้รีบอะไร เลยปั่นจักรยานเข้าไปจอดนั่งดื่มน้ำ และฟังน้องๆร้องเพลง อะไรจะมีความสุขขนาดนี้ ^___^
แล้วน้องๆก็ร้องเพลงนี้ครับ "อ้ายตายสิไห่นำบ่" ฟินมากครับ ทั้งอารมณ์ หน้าตา น้องๆจัดเต็มมากครับ
เพลงนี้เป็นเพลงที่ดังมากๆในลาว ผมได้ยินตั้งแต่ครั้งแรกที่ปั่นเข้าเวียงจันทร์ มาตอนนี้ก่อนกลับยังได้ฟัง
แถมมันส์สุดๆ เพราะน้องๆเหล่านี้มีความสุขกับสิ่งที่มีนั้นคือพลิกแพลงอุปกรณ์รอบตัวมาเป็นกลอง เป็นไมค์ ใช้แทนของจริงๆ ที่วงดนตรีที่ใช้กัน
ผมว่ามันคือความสุขของชีวิตจริงๆในสิ่งที่มีอยู่สุดๆครับ ;'))
ผมเลยขอให้น้องๆร้องอีกรอบ เพื่อขออัดวีดีโอเก็บไว้ แต่พอน้องๆร้องจบ ผมเพิ่งรู้ตัวว่าผมกดอัดวีดีโอบนมือถือไม่ติด
เลยได้แต่ภาพถ่ายกลับมาเป็นที่ระลึกเก็บไว้แทนความคิดถึงน้องๆแทนครับ

แถมลิ้งค์เพลงเผื่ออยากลองเปิดฟังนะครับ ^^
https://www.youtube.com/watch?v=RbYJU_lknm0

รูปภาพ

รูปภาพ


จากความเอ้อระเหยปั่นไปฟังเพลงไปของผม เผื่อจะไปถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองลาว แลกเงินกีบเป็นเงินไทยและข้ามกลับเข้าด่านช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานีก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายโมง หลังจากข้ามมาแล้วก็แวะปั่นไปซื้อน้ำมะพร้าวปั่นให้หายอยาก หลังอยู่ลาวอดอยากปากแห้งอยากกินน้ำผลไม้ปั่นมานาน ^^

จบทริปปั่นที่ลาวลงแล้ว แม้ไม่ได้ปั่นเข้าเวียดนามตามที่ตั้งใจไว้
เส้นทางปั่นอย่างต่ำที่สุด 1,500กว่ากิโลเมตรตามแผนที่
จริงๆจะกี่กิโลเมตรเท่าไหร่มันไม่สำคัญเท่า
การปั่นจักรยานครั้งนี้ได้บอกอะไรบางอย่างกับผม

"เราเดินทางเพราะค้นหาอะไรบางอย่าง การปั่นจักรยานก็เหมือนการฝึกความอดทน อดทนที่จะเดินทางไปหาคำตอบที่ใจเราต้องการ"
ผมตอบคำถามตัวเองครบทุกข้อ ตามที่ตั้งใจไว้ ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามใหม่กับสิ่งที่พบเจอ ทั้งต่อตัวเองและสถานที่นั้นๆ

ปะ กลับบ้านกัน..!! ผมบอกตัวเองอย่างนั้นตอนกลับมาถึงไทย..
ขอบคุณพี่ๆชมรมปั่นทัวร์ริ่งจังหวัดอุบลธานีที่ให้ติดท้ายรถกระบะมาลง ที่สถานีรถไฟด้วยนะครับ : ))

สวัสดีปีใหม่อีกครั้งนะครับ ขอให้คนที่เข้ามาอ่านบันทึกนี้มีความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง ได้ออกเดินทางปั่นทัวร์ริ่งตามที่ตั้งใจไว้นะครับ

แวะเข้ามาพูดคุยกันบน FB ได้นะครับ
https://www.facebook.com/Guide.GF.Srinakorn

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมากๆนะครับ

"การเดินทาง"

มันเป็นความงาม
มันคือความหมาย
มันมีเรื่องราว
มันคือชีวิตของผม
Guideyoyage
"การเดินทาง"

มันเป็นความงาม
มันคือความหมาย
มันมีเรื่องราว
มันคือชีวิตของผม

Guideyoyage
https://www.facebook.com/Guide.GF.Srinakorn


Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย Guidevoyage » 14 ม.ค. 2015, 17:58

ซาเล้งสีแดง เขียน:หนุ่ม ฝันไกล ใจถึง เยี่ยมมากครับ :mrgreen:


ขอบคุณครับ ผมไกด์ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ
"การเดินทาง"

มันเป็นความงาม
มันคือความหมาย
มันมีเรื่องราว
มันคือชีวิตของผม

Guideyoyage
https://www.facebook.com/Guide.GF.Srinakorn

Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย cpong67 » 14 ม.ค. 2015, 18:20

:) :)

ชีวิตนี้ น้องไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว รับรองว่า ประสบการณ์ที่ได้

จะช่วยให้น้องอยู่รอด ประสบความสำเร็จในชีวิตแน่นอน ขอบคุณที่แบ่งปันครับ


;) ;) ;)
2 วัน 1 คืน - Schoolstay เกาะหมาก เกาะนางคำ viewtopic.php?f=56&t=684882
5 วัน 4 คืน - สุไหงโกลค - Jeli - เบตง (เข้าทางมาเลเซีย) - ด่านนอก - หาดใหญ่ viewtopic.php?f=56&t=707109

Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย tanzhess » 15 ม.ค. 2015, 17:04

Guidevoyage เขียน:
tanzhess เขียน:สุดยอดมากเลยครับผม


สวัสดีปีใหม่ครับ เพิ่งได้เข้ามาเล่าต่อ ขอบคุณนะครับ


พอๆจะได้อ่านจากเฟสบุคละครับ แอดไปแต่ น้องยังไม่รับแอดพี่ 5555

ติดตามครับ
ผู้บ่าว FED-T AV 17

Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย Permkiat » 15 ม.ค. 2015, 17:21

ติดตามทุกตอน อ่านสนุกมากครับ

ปอลิง : นอกจากความกล้า ความเด็ดเดี่ยว ต้องเติมความมุ่งมั่น เข้าไปด้วยครับ
มุ่งมั่น ฝึกซ้อม อัพของ

Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย Guidevoyage » 18 ม.ค. 2015, 18:21

tanzhess เขียน:
Guidevoyage เขียน:
tanzhess เขียน:สุดยอดมากเลยครับผม


สวัสดีปีใหม่ครับ เพิ่งได้เข้ามาเล่าต่อ ขอบคุณนะครับ


พอๆจะได้อ่านจากเฟสบุคละครับ แอดไปแต่ น้องยังไม่รับแอดพี่ 5555

ติดตามครับ


รับแอดแล้วนะครับ พอดีโน๊ทบุคผมเสีย เพิ่งซ่อมเสร็จครับ 555
^^
"การเดินทาง"

มันเป็นความงาม
มันคือความหมาย
มันมีเรื่องราว
มันคือชีวิตของผม

Guideyoyage
https://www.facebook.com/Guide.GF.Srinakorn

Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย Guidevoyage » 18 ม.ค. 2015, 18:25

cpong67 เขียน::) :)

ชีวิตนี้ น้องไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว รับรองว่า ประสบการณ์ที่ได้

จะช่วยให้น้องอยู่รอด ประสบความสำเร็จในชีวิตแน่นอน ขอบคุณที่แบ่งปันครับ


;) ;) ;)


ขอบคุณมากนะครับ ผมไกด์ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ : ))
"การเดินทาง"

มันเป็นความงาม
มันคือความหมาย
มันมีเรื่องราว
มันคือชีวิตของผม

Guideyoyage
https://www.facebook.com/Guide.GF.Srinakorn

Re: ลุยเดี่ยว!! ปั่นเลาะลาว 1,500 km+ (มือใหม่หัดปั่น โพสแรกครับ)

โพสต์ โดย Guidevoyage » 18 ม.ค. 2015, 18:26

Permkiat เขียน:ติดตามทุกตอน อ่านสนุกมากครับ

ปอลิง : นอกจากความกล้า ความเด็ดเดี่ยว ต้องเติมความมุ่งมั่น เข้าไปด้วยครับ


ขอบคุณครับ ผมว่า ทุกคนต่างมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัวเอง เพียงแค่ความเชื่อมั่นในตัวเองเราต่างกันและนำไปสู่การกระทำในชีวิตที่แตกต่างกันด้วยครับ : )
"การเดินทาง"

มันเป็นความงาม
มันคือความหมาย
มันมีเรื่องราว
มันคือชีวิตของผม

Guideyoyage
https://www.facebook.com/Guide.GF.Srinakorn


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 5 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน