"..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..ลุงเนตร วุฒิ ม.๖) .. จบแล้วครับ..

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย chainarong » 07 ก.พ. 2014, 07:59

รอติดตามทัวร์นี้อยู่นะครับ
The end is nothing, the road is all.

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 07 ก.พ. 2014, 15:48

chainarong เขียน:รอติดตามทัวร์นี้อยู่นะครับ


ช่วงนี้ช้าหน่อยนะครับ เพราะต่้องนำชีวิตไปทัวร์ อ.จอมทอง และปั่นขึ้นดอยอินทนนท์ 16 กพ.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 19 ก.พ. 2014, 12:47

"..ใจ..สั่ง..กาย..ไปทัวร์ชีวิตต่างจังหวัดมาหลายวัน กลับมาแล้วครับ..จะเจียดเวลาจากการสรุปทริปที่ไปปั่นมาร่าย "ทัวร์ชีวิต" ต่อ ในเร็ว ๆ นี้ครับ.."
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 19 ก.พ. 2014, 13:10

..จบ ป.๔ ได้เข้าเรียน ม.๑ ที่โรงเรียนนนทรี ของกระทรวงศึกษาธิการ สมัยนั้นค่าเรียนปีละ ๑๒๐.- บาท ตั้งอยู่เลยวัดช่องลมไปประมาณ ๑ ก.ม. โรงเรียนเพิ่งก่อตั้งได้สองสามปี อาคารเรียนเป็นหลังคามุงจาก ผมเป็นรุ่นที่ ๓ ต่อมาก็มีการก่อสร้างอารหลายชั้น ให้ได้เรียนในชั้น ม.๓ - ๖

..ทุกวันทีไปเรียนหนังสือ ได้ค่าขนมวันละ ๑ บาท เอาข้าวใส่กล่องไปกินกลางวัน เดินจากบ้านไปข้ามเรือจ้างที่ปากคลองช่องลม เสียเที่ยวละ ๑๐ สตางค์ ข้ามไปฝั่งตรงข้ามมีโรงสีข้าว ต้องเดินผ่านทุกวัน มีทางรถไฟจากสถานีแม่น้ำมาสุดที่หน้าโรงสี มีจับกังแบกข้าวสารกระสอบละ ๑๐๐ ก.ก.จากโกดังของโรงสี เดินไปทิ้งกระสอบลงท้องเรือเอี้ยมจุ้น ผ่านตลาด ผ่านวัดช่องลม ผ่านทุ่งนา นั่นเป็นบรรยากาศที่เห็นอยู่เป็นประจำทุกเมื่อเชื่อวัน

..จบ ป.๔ จากโรงเรียนวัดช่องลม ไม่ได้เรีัยนภาษาอังกฏษมาเลย เข้าเรียน ม.๑ จึงได้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ A B C D ไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่ขยันด้วย เป็นวิชาที่ตกตลอด เลิกเรียนตอนเย็น เล่นฟุตบอลก่อน จึงกลับบ้าน เป็นอยู่เช่นนั้นตลอดปีการศึกษา พอสอบปลายปี ผ่านได้เพียงฉิวเฉียด (สมัยนั้นการสอบไล่ เลื่อนชั้น ใช้้วิธี สอบได้ ๕๐% ขึ้นไป ถือว่าสอบได้ ถ้าได้ ๔๙ % ลงมา ถือว่าสอบตก
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 20 ก.พ. 2014, 11:13

..ปีการศึกษาต่อมา ขึ้น ม.๒ - ม.๓ - ม.๔ - ม.๕ คงเรียน อยู่ในเกณฑ์สอบไล่ ห้าสิบกว่าเปอร์เซนต์ทุกปี เพราะทางบ้านไม่เข้มงวดกวดขัน ตั้งใจเรียนเฉพาะในเวลาครูสอน ไม่อ่านหนังสือและท่องศัพท์ภาษาอังกฤษนอกชั่วโมงเรียน เลิกเรียนตอนเย็น ขลุกอยู่ที่สนามฟุตบอล กลับถึงบ้านก่อนมืด เป็นประจำ ได้เป็นนักฟุตบอลตัวจริงของทีมประจำโรงเรียน ในตำแหน่งแบ็คซ้าย เคยไปแข่งฟุตบอลนักเรียน ที่ท้องสนามหลวง ครั้งหนึ่ง รอบแรก ลงแข่งครั้งแรก พบกับ ร.ร.สวนกุหลาบ นักฟุตบอลของเขาใส่สตาร์ท ของผมใส่รองเท้าผ้าใบ แพ้ ๑๑ - ๐

..จำได้ว่า ขี้อาย และกลัวครู ขณะเรียนกลัวครูชี้ถาม นั่งด้านในสุดของห้อง หลังเพื่อนทุกคน ครูจะได้ชี้มาไม่ถึง เพราะเรียนไม่เก่ง ภาษาอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่อง นั่นเองกระมัง แต่ก็เอาตัวรอด มาได้ ทุกปี ผ่าน ๕๐% อย่างฉิวเฉียด ภาษาอังกฤษตก คณิตศาสตร์เต็มตลอด
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 20 ก.พ. 2014, 11:53

..ปีการศึกษา ๒๕๐๓ ขึ้น ม.๖ ขยันขึ้นหน่อย เพราะทราบว่า ใครสอบไล่ผ่าน ม.๖ ได้ ๖๕ % จะได้เรีัยน ม.๗ โดยไม่ต้องสอบ พอสอบไล่ ปรากฏว่าได้ ๖๕ % แต่ระเบียบเปลี่ยนเป็นต้องสอบ เลยไม่ได้สอบ

..จบ ม.๖ ปีการศึกษา ๒๕๐๓ จากโรงเรียนนนทรี เอาประกาศนียบัตร ไปสมัครเข้าโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ของการรถไฟฯ ที่พ่อทำงานอยู่ ปรากฏว่า ใบประกาศนียบัตร กับทะเบียบบ้าน วันเดือนปีเกิดไม่ตรงกัน เลยเจิ่น ไม่ได้ไปสมัครที่ไหน ไม่ได้เรียนต่อ ใกล้บ้านมีคลังน้ำมันเอสโซ่ เข้าไปเป็นคนงานของผู้รับเหมา ได้ค่าแรงเป็นรายวัน เย็นเลิกงานเข้าร่วมเล่นตะกร้อวงกับพ่อที่เล่นอยู่กับเพื่อน ๆ จนเก่ง ไปร่วมวงตะกร้อลอดห่วง ตระเวณแข่งตามวัดต่าง ๆ อยู่ถึง ๑๕ ปี

..ระหว่างเป็นคนงานของผู้รับเหมา ได้หาเวลาไปเรียนพิมพ์ดีดสัมผัส ที่โรงเรียนสอนพิมพ์ดีด ใกล้สี่แยกวัดหัวลำโพง วัันละ ๒ ช.ม. (ไทย ๑ ช.ม. - อังกฤษ ๑ ช.ม.) เรียนได้ ๓ เดือน สอบพิมพ์ดีดสัมผัสภาษาอังกฤษได้เฉลี่ยนาทีละ ๓๑ คำ หยุดเรียนภาษาัอังกฤษ เรียนภาษาไทยอีก ๑ เดือน ก็สอบได้ ๓๑ คำ/นาที เหมือนกับภาษาอังกฤษ รับประกาศนียบัตรมาเก็บไว้

..ทำงานเป็นคนงานของผู้รับเหมาในคลังน้ำมันเอสโซ่ เข็นกลิ้งตั้งถังน้ำมัน ๒๐๐ ลิตร ถังน้ำมันเครื่องหนักสุด และบางครั้งมียกปี๊บน้ำมันก๊าด ได้วันละร้อยกว่าบาท (กระมัง)

..จนปี พ.ศ.๒๕๐๔ หัวหน้าของพี่สาว ที่ทำงานอยู่กับบริษัท วิริยะพานิช จำกัด แผนกผลิตยาแก้ไอ โรงงานอยู่ตรงสี่แยกวิทยุ ฝากให้เข้าทำงานกับบริษัท วิริยะพานิช จำกัด ในแผนกรถยนต์เบนซ์ ในหน้าที่รื้อลังอุปกรณ์เครื่องยนต์ ทำได้ไม่ถึงเดือนก็ออกโดยไม่บอกลา เพราะ เมื่อไม่มีงานรื้อลังให้ทำ ให้ไปดายหญ้าสนามหน้าบ้าน เลยกลับบ้าน ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่นี่ หัวหน้าของพี่สาว ทราบว่าผมเคยเรียนพิมพ์ดีด

..ปี พ.ศ.๒๕๐๕ หัวหน้าของพี่สาว ฝากกับนายห้าง (ผู้หญิง) เจ้าของบริษัท วิริยะพานิช จำกัด ให้ไปทำงานที่บริษัท วิริยะพานิช จำ สำนักงานใหญ่ที่สี่แยกมหานาค ในหน้าที่พนักงานพิมพ์ดีด พิมพ์สัญญาซื้อขายรถยนต์เบ๊นซ์ (ชัชซีพร้อมเครื่องยนต์) เงินผ่อน ซึ่งช่วงนั้นเริ่มขายดี มีผู้สั่งซื้อไปต่อรถโดยสาร วันแรกที่ไปเทศฝีมือพิมพ์ดีด พิมพ์แทบไม่เป็น เพราะไม่ได้ใช้งานมานาน และทำงานกรรมกรมาตลอด ดีที่เจ้าหน้าที่่ที่เทศฝีมือพิมพ์ดีด เป็นคนใจดี ให้นั่งพิมพ์โดยไม่จับเวลา จนได้ครึ่งหน้า แล้วเอาไปให้นายห้างดู กลับมาบอกว่า "นายห้างรับไว้ให้เข้าทำงาน" แต่ไม่ได้บอกว่าจะให้เงินเดือนเท่าไร ก็ทำไปจนสิ้นเดือน ได้เงินเดือน ๆ แรก ๒๕๐.- บาท รู้สึกว่าจะเป็นงานที่ชอบ ก็ทำไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ต้องกระเหม็ดกระแหม่ที่สุด บ้านอยู่บ้านพักพัสดุแม่น้ำ นั่งรถเมล์ ๒ ต่อ กลางวันต้องซื้อข้าวกิน กระนั้นก็ยังมีให้แม่เดือนละ ๑๐๐.- บาท ที่เหลือประคองตัวใ้ช้จ่ายในการไปทำงาน ค่ารถเมล์ ๒ ต่อ ๆ ละ ๕๐ สตางค์ กลางวันกินข้าวแกงจานละ ๑.๕๐ บาท ซื้อข้าวเปล่าอีก ๑ จาน ๕๐ สตางค์ เพิ่ม ขนมหวานถ้วยหนึ่ง ๕๐ สตางค์ กินน้ำฟรีที่ร้านข้าวแกงหามเร่แต่ตั้งประจำจัดไว้ให้ เสื้อผ้าไม่เคยตัดใหม่ ไม่ได้ไปเที่ยวไหน เป็นคนดี ไม่เหลวไหล เพราะไม่มีเงิน

แก้ไขล่าสุดโดย ลุงเนตร เมื่อ 24 เม.ย. 2014, 05:08, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 20 ก.พ. 2014, 12:00

..จากปี ๒๕๐๕ ทำงานในหน้าที่พิมพ์ดีดเรื่อยมา เงินเดือนไม่เคยพอใช้ อด ๆ อยาก ๆ หลายอย่าง ฝีมือพิมพ์ดีดแก่กล้าเก่งขึ้นเรื่อย ๆ จนประมาณปี ๒๕๐๖ สามารถพิมพ์ได้เฉลี่ยนาทีละ ๖๐ คำ ทั้งสองภาษา จนพนักงานของธนาคารกรุงเทพฯ ที่มารับแช็คล่วงหน้าเป็นประจำทุกเดือน เห็นผมพิมพ์สำเนาเช็คที่เขารับไปได้รวดเร็ว ออกปากชวนไปทำงานที่ธนาคารกรุงเทพฯ ก็บอกเขาว่า ขอเป็นปีหน้า ผ่านการเกณฑ์ทหารก่อน ถ้าไม่ถูกจะไปสมัคร
แก้ไขล่าสุดโดย ลุงเนตร เมื่อ 24 เม.ย. 2014, 05:11, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 24 ก.พ. 2014, 11:29

..กำลังดูบอร์ดนี้: ลุงเนตร และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน../..ขอบคุณมากครับ ท่านที่กำลังอ่านข้อเขียนของ วุฒิ แค่ ม.๖.. (๖๘๑)
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 01 มี.ค. 2014, 20:53

"..ยังไม่มีอารมย์เขียนต่อเลยครับ..ง่วงอีกแล้ว..(๗๑๒).."
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 04 มี.ค. 2014, 02:45

"..๗๓๐..ระหว่างทำงาน มีเพื่อนที่ทำงานแล้วมีรายได้พิเศษ เย็นเลิกงานเลี้ยงสุรายาบานบ้างเป็นบางวัน ..บางเย็นกลับถึงบ้านก็เล่นตระกร้อวง กับพ่อและเพื่อน ๆ ของพ่อ ใกล้บ้านพักรถไฟ พัสดุแม่น้ำ ที่อาศัยอยู่ เสาร์หรืออาทิตย์ มีงานวัด มีการแข่งขันตะกร้อลอดห่วง ถ้าคณะที่สังกัดอยู่ได้รับเชิญก็ไปแตะแข่ง คณะหนึ่งมี ๗ คน ทุกคนพอเล่นได้กันเท่านั้น คะแนนที่ได้ในแต่ละครั้ง เป็นที่ท้าย ๆ
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 04 มี.ค. 2014, 03:02

..ที่เล่นตะกร้อลอดห่วงได้ เพราะจากที่เล่นฟุตบอลระหว่างเรียน ม.๑-๖ และเมื่อถึงเทศกาลแข่งขันกีฬาโรงเรียนที่สนามศุภชลาศัย ก็ไปเชียร์นักกีฬาของโรงเรียน ระหว่างที่สนามว่างจากการแข่งขัน เจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องเสียงเปิดเพลง "กราวกีฬา" กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ ให้ฟังทุกปี คำว่า "กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ" ฝังอยู่ในความทรงจำผมมาตลอด กระตุ้นให้ผมเล่นกีฬาอยู่เสมอ..เริ่มแรกออกจากโรงเรียน จึงได้หัดเล่นตะกร้อวงกับพ่อและเพื่อน ๆ ของพ่อ จนเก่งเลยกว่าทุกคน ได้เข้าไปอยู่ในคณะตะกร้อลอดห่วง คณะ "เอสโซ่" เป็นชื่อของคลังน้ำมันที่อยู่ใกล้บ้านนั่นเอง และมีคนที่ทำงานในคลังน้ำมันเป็นหัวหน้าคณะ เตะตะกร้อลอดห่วงอยู่ประมาณ ๑๕ ปี (๒๕๐๓ - ๒๕๑๘) การดำเนินชีวิต ประจำวัน ทำงาน เล่นกีฬา ไม่ทำผิดกฏหมาย ไม่ทำผิดศีล ๕ ไม่ฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม เป็นอยู่ตามอัตภาพ มีน้อย ใช้น้อย ค่อยบรรจงดำเนินชีวิตประจำวัน ช่วงนั้นไม่เคยคิดว่า ทำไมถึงเกิดมา .. เกิดมาทำไม .. รู้ว่าอะไรไม่ดีก็ไม่ทำ อะไรดี ก็ทำเท่าที่จะทำได้ ก็เท่านั้น ชีวิตดำเนินมาเรื่อย ๆ ไม่เจ็บป่วยหนักหนาสาหัสจนต้องเข้าโรงพยาบาล จำได้ว่าตอนอายุสิบกว่าขวบ เล่นน้ำในแม่น้ำหน้าบ้าน ขึ้นมาแล้วไม่สะบายนอนแบบ พ่อหาหมอแขกมารักษาอย่างไรจำไม่ได้ หายมีชีวิตรอดมาได้..
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 04 มี.ค. 2014, 03:10

..พออายุครบ ๒๑ ปี ก่อนถึงวันเกณฑ์ทหาร ได้คาถาดีมาจากไหนจำไม่ได้ จำได้ว่าเขาให้ท่อง "เบาะอะเละ เละอะเบาะ" ขณะล่วงมือลงไปจับฉลาก ปรากฏว่า ได้ใบดำ ไม่ต้องเป็นทหารเกณฑ์ ต่อจากนั้นก็ลางานบริษัทฯ บวชพระแทนคุณบิดามารดา ๑ พรรษา ที่วัดช่องลม ต.ช่องนนทรี อ.ยานนาวา กทม. เดินไปบิณฑบาตรที่บ้านโยมพ่อแม่ทุกเช้า กลางวันเรียนนักธรรมตรีและสอบได้ เย็นยกดำเบลในกุฏิ เพื่อออกกำลังกาย เป็นภาวะของผู้มี่จิตสำนึกกับคำว่า "กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ" อยู่ในเพศบรรพชิต ก็ยังพยายามออกกำลังกาย แล้ววิเศษจริง ๆ ด้วย ที่ไม่ป่วย..

*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 04 มี.ค. 2014, 03:22

"..ออกพรรษา สึกจากพระ กลับทำงานตามเดิม ช่วงนั้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีการเปิดสัมปทานรถเมล์ บริัษัทฯ ส่งเจ้าหน้าที่ไปยื่นเรื่องขอสัมปทานเอารถเมล์ไปวิ่ง ซึ่งต้องทำเส้นทางที่จะวิ่งเสนอทางการด้วย ต้องใช้พนักงานพิมพ์ดีด จึงได้ไปกับเขาด้วย ไปทำงานอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ ประมาณ ๓ เดือน จึงเสร็จ กลับทำงานตามเดิม ประมาณต้นปี ๒๕๐๘ วันแรกเห็นมีหญิงสาว ๒ คน มาทำงานรับใช้นายห้างอยู่ในห้องส่วนตัว แรก ๆ เขาก็คิดว่าผมเข้าใหม่ ทั้งสองคนต้องติดต่อกันเกี่ยวกับงานพิมพ์เอกสารของนายห้าง ระหว่างนั้นวัยผ่านการเกณฑ์ทหารและบวชแล้ว ก็เกิดความสนใจคนหนึ่ง ไม่นานก็เป็นแฟนกันและตามติดถึงบ้าน เห็นว่าอยู่ในฐานะใกล้เคียงกันทั้งทางบ้าน และวุฒิการศึกษา จบ ม.๖ เหมือนกัน..
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 04 มี.ค. 2014, 03:41

..ทำงานที่บริษัทฯ ได้เงินเดือน ๆ แรก ๒๕๐.- บาท เวลาผ่านไปแต่ละปีได้ขึ้นเงินเดือนมาเรื่อย ๆ จนปลายปี ๒๕๐๘ ได้เงินเดือน ๖๖๐.- บาท

..ปลายเดือนมกราคม ๒๕๐๙ ทราบข่าวจาก การรถไฟฯ เปิดรับสมัครเสมียนพิมพ์ดีด ๑ คน รับสมัครที่ทำการสำนักงานใหญ่ยศเส วุฒิ ม.๖ พิมพ์ดีดสัมผัสเฉลี่ยนาทีละ ๔๕ คำ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ถ้าสอบได้รับเข้าในอัตราเสมียนพิมพ์ดีด เงินเดือน ๆ ละ ๖๖๐.- บาท ทำงานที่โรงงานมักกะสัน ประตูน้ำ

..ผมทำงานที่บริษัทฯ ในตำแหน่งพนักงานพิมพ์ดีดมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ถึง ๒๕๐๘ รวมเวลา ๓ ปี พิมพ์เก่งจนหลับตาพิมพ์ได้แล้ว เฉลี่ยนาทีละ ๖๐ คำ/นาที ทั้ง ๒ ภาษา ทราบว่าการรถไฟฯ ที่พ่อเคยทำงานอยู่ มีสวัสดิการดี หลายอย่าง จึงไปสมัครสอบ ถึงวันสอบปรากฏว่ามีคนอื่นสมัครสอบอีกเพียงคนเดียว ผมใช้ความสามารถเฉพาะตัว พิมพ์เร็วปร๋อ สอบได้เป็นที่ ๑ ใน ๒ คน ได้รับเข้าทดลองงาน ๔ เดือน ที่แผนกสารบรรณและประวัติ โรงงานมักกะสัน ในอัตราเงินเดือน ๆ แรก ๖๖๐.- บาท

..อ้ะ..ชีวิต เขยิบดีขึ้นนิด ที่เป็นพนักงานของรัฐวิสาหะกิจ มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล มีวันหยุดให้ลากิจ ลาป่วย มีวันหยุดพักร้อน ให้บัตรโดยสารรถไฟฟรี ปีละ ๒ ครั้ง (ของตัวเองและครอบครัว)
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 04 มี.ค. 2014, 04:08

"..ก่อนวันไปรายงานตัว ต้องซื้อหาเครื่องแบบ สีกากี ๒ ชุด และหมวก วันรายงานตัวไปรับหนังสือที่สำนักงานใหญ่ยศเส แล้วไปรายงานตัวที่แผนกสารบรรณและประวัติ โรงงานมักกะสัน เข้าทำงาน ๐๘.๓๐ น. เลิก ๑๖.๓๐ น. ทำงานในหมวดพิมพ์ดีด ของแผนกสารบรรณและประวัติ มีหัวหน้าหมวดพิมพ์ดีด ๑ คน มีเสมียนพิมพ์ดีด ๕ คน (กลางคน ๒ หนุ่ม ๓) งานพิมพ์สมัยนั้น มากจริง ๆ วัน ๆ พิมพ์ไม่หมด ดีที่ไม่ต้องคิดอะไร พิมพชำนาญแล้ว ตาเห็น นิ้วไปถูกต้องตรงตัวอักษรที่ตาเห็น เสร็จแต่ละชิ้นงานก็ส่งผ่านไป รับงานใหม่มาพิมพ์ หมวดเวลาหยุด เลิกงานเย็น กลับบ้าน ซ้อมตะกร้อลอดห่วง บางวันก็ไปหาแฟนที่บ้าน โพธิ์สามต้น ฝั่งธน

..ครบ ๔ เดือน หมดระยะเวลาการทดลองงาน ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำของการรถไฟฯ เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙ ได้รับสิทธิสวัสดิการเต็มตามระเบียบที่มีอยู่..จำได้ว่าเมื่อผ่านสิ้นปีงบประมาณ ๓๐ ก.ย.๐๙ ขึ้นปีงบประมาณใหม่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๑๐ ทำงานปีแรก ได้เงินเดือนขึ้น ๒๕.- บาท และปีต่อ ๆ มาก็ ๒๕.- ๔๕.- ๕๕.- ๖๕.- ในอัตราประมาณนั้น

..ก็อยู่อย่างพอเพียง ประคองตัวมาตลอด เดือนไหนไม่พอใช้ เพราะใช้ใบเบิกทางฟรีไปเที่ยวต่างจังหวัด เชียงใหม่ - หาดใหญ่ เริ่มเที่ยวตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ และเที่ยวทุกปีมาโดยตลอด เงินเดือนไม่พอใช้หรือไม่มีเงินเที่ยวก็กู้ยืมร้อยละสิบ

..ทุกเดือน การรถไฟฯหักเงินเดือน ๑๐ % และให้สมทบ ๑๐ % สะสมไว้ให้ และให้กู้ได้ ๘๐ % ของเงินทั้งหมด แล้วหักเงินเดือนใช้คืน ๒๔ เดือน แต่เมื่อหักครบ ๑๒ เดือน แล้ว ให้กู้ใหม่ได้ โดยหักอีก ๑๒ เดือนที่เหลือคืนไวด้วย
แก้ไขล่าสุดโดย ลุงเนตร เมื่อ 24 เม.ย. 2014, 05:20, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 2 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน